วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
ความรู้เกี่ยวโรคเอดส์
โรคเอดส์ AIDS โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่อันตราย
โรคเอดส์ คืออะไร
โรคเอดส์ หรือ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสมีชื่อว่า ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเซียนซีไวรัส (Human Immunodeficiency Virus :HIV) หรือเรียกย่อๆ ว่า เชื้อเอชไอวี โดยเชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อมีภูมิคุ้มกันต่ำลง จนร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้อีก โรคต่างๆ (หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า โรคฉวยโอกาส) จึงเข้ามาซ้ำเติมได้ง่าย เช่น วัณโรค ปอดบวม ติดเชื้อในระบบโลหิต เชื้อรา ฯลฯ และทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด
โรคเอดส์ หรือ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (AIDS : Acquired Immune Deficiency Syndrome) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสมีชื่อว่า ฮิวแมนอิมมิวโนเดฟีเซียนซีไวรัส (Human Immunodeficiency Virus :HIV) หรือเรียกย่อๆ ว่า เชื้อเอชไอวี โดยเชื้อเอชไอวีจะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อมีภูมิคุ้มกันต่ำลง จนร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อโรคได้อีก โรคต่างๆ (หรือเรียกอีกนัยหนึ่งว่า โรคฉวยโอกาส) จึงเข้ามาซ้ำเติมได้ง่าย เช่น วัณโรค ปอดบวม ติดเชื้อในระบบโลหิต เชื้อรา ฯลฯ และทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด
สายพันธุ์ของ โรคเอดส์ เชื้อไวรัสเอดส์มีหลายสายพันธุ์ โดยสายพันธุ์หลักดั้งเดิมคือ เอชไอวี-1 (HIV-1) ซึ่งแพร่ระบาดในแถบสหรัฐอเมริกา ยุโรป และแอฟริกากลาง, เอชไอวี-2 (HIV-2) พบแพร่ระบาดในแถบแอฟริกาตะวันตก นอกจากนี้ยังพบสายพันธุ์อื่นๆ ที่กลายพันธุ์มาอีกมากมาย
โรคเอดส์ ติดต่อได้อย่างไร
โรคเอดส์ สามารถติดต่อได้ 3 ทาง คือ 1.การร่วมเพศกับผู้ติดเชื้อเอดส์ โดยไม่ใช่ถุงยางอนามัย ทั้งชายกับชาย หญิงกับหญิง หรือชายกับหญิง จะเป็นช่องทางธรรมชาติหรือไม่ธรรมชาติก็ตาม ล้วนมีโอกาสเสี่ยงต่อการติด โรคเอดส์ทั้งนั้น ซึ่งมีข้อมูลจากกองระบาดวิทยาระบุว่า ร้อยละ 83 ของผู้ติดเชื้อเอดส์ รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์
2.การรับเชื้อทางเลือด โอกาสติดเชื้อ เอดส์ พบได้ 2 กรณี คือ
เข็มฉีดยา หรือกระบอกฉีดยา ร่วมกับผู้ติดเชื้อ เอดส์ มักพบในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นรับเลือดมาจากการผ่าตัด หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด แต่ปัจจุบันเลือดที่ได้รับการบริจาคมา จะถูกนำไปตรวจหาเชื้อเอดส์ก่อน จึงมีความปลอดภัยเกือบ 100%
3.ติดต่อผ่านทางแม่สู่ลูก เกิดจากแม่ที่มีเชื้อเอดส์และถ่ายทอดให้ทารก ในขณะตั้งครรภ์ ขณะคลอด และภายหลังคลอด ปัจจุบันมีวิธีป้องกันการแพร่เชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก โดยการทานยาต้านไวรัสในช่วงตั้งครรภ์ จะสามารถลดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์เหลือเพียงร้อยละ 8 แต่ยังคงมีความเสี่ยงอยู่ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคือ การตรวจเลือดก่อนแต่งงาน
วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
ประโยชน์ที่จากเทคโนโลยี
ข้อคิด เทคโนโลยี มาประโยชน์มากมาย เช่น การใช้ในงานค้นหาข้อมูล ติดต่อกับบุคคลต่างๆ เเละก็มีข้อเสียมากมาย เช่น การแอบแฝงตัวตนที่ไปรบกวนผู้อื่น หรือ สำงานต่างๆ ดังนั้น เราควรใช้อินเตอร์เน็ตให้ถูกวีธี
วันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
ผลกระทบของไอที
ข่าวผลกระทบของไอทีด้านลบ
ล่า'แฮกเกอร์' ตัวป่วน-เว็บไซต์
บิ๊กตู่สั่งการไอซีที ประสานทุกหน่วย
“ประยุทธ์” กำชับ รมว.ไอซีที ติดตาม กลุ่มแฮกเกอร์จ้องล้วงข้อมูล กสท. สร้างกระแสต้าน “ซิงเกิล เกตเวย์” “อุตตม” ย้ำประชาชนมั่นใจได้ เชื่อไม่เกี่ยวกับตั้งกองสงครามไซเบอร์ของกองทัพ “ประวิตร” มั่นใจไม่มีปัญหา “สุวพันธุ์” เผยฝ่ายมั่นคงจับตาดูอยู่ ห่วงกระทบการสื่อสาร ชี้เป็นเรื่องความมั่นคง เตือนอย่าทำ ปอท.เปิดตัว “บุ๋ม ปนัดดา” พรีเซ็นเตอร์โครงการ “ออนไลน์ใสสะอาดฯ”
ตามที่มีกระแสข่าวแพร่สะพัดในสื่อโซเชียล ว่ากลุ่มแฮกเกอร์ขู่จะเจาะเข้าระบบข้อมูลของบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท เทเลคอม นำข้อมูลลูกค้าออกไปเผยแพร่เพื่อต่อต้านโครงการซิงเกิล เกตเวย์ นั้น
เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 23 ต.ค.ที่ลานพระราชวังดุสิต พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวกลุ่มแฮกเกอร์ขู่จะเจาะเข้าระบบข้อมูลของบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือแคท เทเลคอม นำข้อมูลลูกค้าออกไปเผยแพร่ เพื่อต่อต้านโครงการซิงเกิล เกตเวย์ ว่า ยังไม่ได้รับรายงาน แต่มีมาตรการรับมืออยู่แล้ว โดยกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เป็นผู้ดูแล เชื่อว่าไม่มีปัญหา ส่วนการปฏิบัติงานด้านไซเบอร์ของกองทัพมี พล.อ.สมหมาย เกาฏีระ ผบ.ทหารสูงสุด เป็นผู้ดูแลในส่วนของทหาร และชี้แจงไปแล้ว
ผลกระทบอย่างไรกับเรา
คือทำไห้เราไม่สามารถเข้าเว็บไซต่างๆ ได้และแฮกเกอร์พวกนี้ได้ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่
มีวีธีป้องกันอย่างไร
ไม่เข้าร่วมและไม่ทำตาม ควรไห้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และเราควรไช้อินเตอร์ให้ทุกวิธี
วันจันทร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
HTML
1. HTMLย่อมาจาก
HTML ย่อมาจากคำว่า Hyper Text Markup Language เป็นภาษาหลักที่ใช้ในการสร้างโฮมเพจ
2.รูปแบบของคำสัั่ง HTML เป็นอย่างไร
โครงสร้างของหลักของ HTML
1. คำสั่ง หรือ Tag
Tag เป็นลักษณะเฉพาะของภาษา HTML ใช้ในการระบุรูปแบบคำสั่ง หรือการลงรหัสคำสั่ง HTML ภายในเครื่องหมาย less-than bracket ( < ) และ greater-than bracket ( > ) โดยที่ Tag HTML แบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ
Tag เดี่ยว เป็น Tag ที่ไม่ต้องมีการปิดรหัส เช่น <HR>, <BR> เป็นต้น
Tag เปิด/ปิด รูปแบบของ tag นี้จะเป็นแบบ <tag> .... </tag> โดยที่
<tag> เราเรียกว่า tag เปิด
</tag> เราเรียกว่า tag ปิด
โครงสร้างหลักของ HTML ก็จะเริ่มด้วย <html> และจบด้วย </html> เสมอ ซึ่งชุดคำสั่งที่ใช้จะแยกเป็น 2 ส่วนคือ
1. head คำสั่งที่อยู่ในส่วนนี้จะใช้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับ web page ซึ่งจะไม่แสดงผลที่ web page โดยตรง
2. body คำสั่งที่อยู่ในส่วนนี้จะใช้ในการจัดรูปแบบตัวอักษร จัดหน้า ใส่รูปภาพ ซึ่งตัวอักษรในส่วนนี้จะแสดงที่ web brower โดยตรง
3.ตัวอย่างคำสั่ง HTML 10 คำสั่ง
<html></html>
<head></head>
<body></body>
<p> </p>
<hr width = "50%" size = "3">
<IMG SRC = "PHOTO.GIF">
<CENTER> </CENTER>
HTML ย่อมาจากคำว่า Hyper Text Markup Language เป็นภาษาหลักที่ใช้ในการสร้างโฮมเพจ
2.รูปแบบของคำสัั่ง HTML เป็นอย่างไร
โครงสร้างของหลักของ HTML
1. คำสั่ง หรือ Tag
Tag เป็นลักษณะเฉพาะของภาษา HTML ใช้ในการระบุรูปแบบคำสั่ง หรือการลงรหัสคำสั่ง HTML ภายในเครื่องหมาย less-than bracket ( < ) และ greater-than bracket ( > ) โดยที่ Tag HTML แบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ
Tag เดี่ยว เป็น Tag ที่ไม่ต้องมีการปิดรหัส เช่น <HR>, <BR> เป็นต้น
Tag เปิด/ปิด รูปแบบของ tag นี้จะเป็นแบบ <tag> .... </tag> โดยที่
<tag> เราเรียกว่า tag เปิด
</tag> เราเรียกว่า tag ปิด
โครงสร้างหลักของ HTML ก็จะเริ่มด้วย <html> และจบด้วย </html> เสมอ ซึ่งชุดคำสั่งที่ใช้จะแยกเป็น 2 ส่วนคือ
1. head คำสั่งที่อยู่ในส่วนนี้จะใช้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับ web page ซึ่งจะไม่แสดงผลที่ web page โดยตรง
2. body คำสั่งที่อยู่ในส่วนนี้จะใช้ในการจัดรูปแบบตัวอักษร จัดหน้า ใส่รูปภาพ ซึ่งตัวอักษรในส่วนนี้จะแสดงที่ web brower โดยตรง
3.ตัวอย่างคำสั่ง HTML 10 คำสั่ง
<html></html>
<head></head>
<body></body>
<p> </p>
<hr width = "50%" size = "3">
<IMG SRC = "PHOTO.GIF">
<CENTER> </CENTER>
<i> </i>
|
วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2558
วันจันทร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
ตัวอย่างโครงงานจาก Vchakarn.com
ให้นักเรียน เลือกโครงงานคอมพิวเตอร์ จำนวน 1 โครงงาน
ชื่อเว็บ http://www.vcharkarn.com/project/518
ชื่อโครงงาน :ผจญภัยไปกับ Flash Advenger go to flash
เนื้อหาสาระสำคัญ :โปรแกรม Macromedia Flash เปนโปรแกรมที่ไดรับความนิยมและสนใจอยางแพรหลายในการ
ออกแบบตัวการตูนตางๆหรือการสรางเกมขึ้นมาโดยใชโปรแกรมนี้เพื่อ ความสนุกสนานของผูเลนเปนการ
สรางนาฬิกาอะนาล็อกควบคุมการเลน Movie clip หรือเกมสไวใชงานในการเริ่มตนการเลนเกมสวาใช
ระยะเวลาในการเลนนานเพยงใดและก ี ําหนดเวลาในการเลน Movie clip
โปรแกรมที่ใช้สร้าง :Flash
โปรแกรม Flash นี้สามารถทำได้หลายรูปแบบและขั้นซึ่งเรายกตัวอย่างความบันเทิงในรูปแบบหนึ่งซึ่งเป้นนาฬิกาอะนาล๊อกซึ่งใช้ควบคู่ไปกับการแสดงเวลาในการทำเกมส์หรือการจำกัดเวลาในการเล่นเกมส์หรือใช้เพื่อตั้งเวลาในการแทรกโปรแกรมซึ่งมันจะแตกต่างจากนาฬิกาต่างๆซึ่งมันจะเป็นนาฬิกาที่มีรูปแบบแตกต่างจาก่อนๆที่เป็นเพียงแค่ตัวเลขอย่างเดียวเราจึงใช้ตัวการ์ตูนแอนนิเมชั่นมาทรอดแทรกลงไปให้ดูน่าเล่นขึ้นซึ่งส่วนใหญ่นิยมนำนาฬิกาอะนาล็อกนี้ไปใช้ในการเริ่มต้นการเล่นเกมและอาจจะกำหนดการหมดเวลาของแต่ละเกมส์ได้อีกด้วย
ชื่อเว็บ http://www.vcharkarn.com/project/518
ชื่อโครงงาน :ผจญภัยไปกับ Flash Advenger go to flash
เนื้อหาสาระสำคัญ :โปรแกรม Macromedia Flash เปนโปรแกรมที่ไดรับความนิยมและสนใจอยางแพรหลายในการ
ออกแบบตัวการตูนตางๆหรือการสรางเกมขึ้นมาโดยใชโปรแกรมนี้เพื่อ ความสนุกสนานของผูเลนเปนการ
สรางนาฬิกาอะนาล็อกควบคุมการเลน Movie clip หรือเกมสไวใชงานในการเริ่มตนการเลนเกมสวาใช
ระยะเวลาในการเลนนานเพยงใดและก ี ําหนดเวลาในการเลน Movie clip
โปรแกรมที่ใช้สร้าง :Flash
โปรแกรม Flash นี้สามารถทำได้หลายรูปแบบและขั้นซึ่งเรายกตัวอย่างความบันเทิงในรูปแบบหนึ่งซึ่งเป้นนาฬิกาอะนาล๊อกซึ่งใช้ควบคู่ไปกับการแสดงเวลาในการทำเกมส์หรือการจำกัดเวลาในการเล่นเกมส์หรือใช้เพื่อตั้งเวลาในการแทรกโปรแกรมซึ่งมันจะแตกต่างจากนาฬิกาต่างๆซึ่งมันจะเป็นนาฬิกาที่มีรูปแบบแตกต่างจาก่อนๆที่เป็นเพียงแค่ตัวเลขอย่างเดียวเราจึงใช้ตัวการ์ตูนแอนนิเมชั่นมาทรอดแทรกลงไปให้ดูน่าเล่นขึ้นซึ่งส่วนใหญ่นิยมนำนาฬิกาอะนาล็อกนี้ไปใช้ในการเริ่มต้นการเล่นเกมและอาจจะกำหนดการหมดเวลาของแต่ละเกมส์ได้อีกด้วย
วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2558
วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ใบงานที่ 4
ขั้นตอนการทำโครงงานคอมพิวเตอร์
โครงงานคอมพิวเตอร์เป็นกิจกรรมที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องหลายขั้นตอน และแต่ละขั้นตอนจะมีความสำคัญต่อโครงงานนั้น ๆ การแบ่งขั้นตอนของการทำโครงงานอาจแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงงานและการวางแผนการทำโครงงานในที่นี้จะบ่งการทำงานออกเป็น 6 ขั้นตอนดังนี้
1. การคัดเลือกหัวข้อโครงงานที่สนใจทำ
โดยทั่วไปเรื่องที่จะนำมาพัฒนาเป็นโครงงานคอมพิวเตอร์ มักจะได้มาจากปัญหา คำถาม หรือความสนใจในเรื่องต่าง ๆ จากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว นักเรียนสามารถจะศึกษาการได้มาของเรื่องที่จะทำโครงงาน การอ่านค้นคว้า การไปเยี่ยมชมสถานที่ต่าง ๆ การฟังบรรยาย รายการวิทยุโทรทัศน์ สนทนาอภิปราย กิจกรรมการเรียนการสอน งานอดิเรก การเข้าชมงานนิทรรศการหรืองานประกวดโครงงานคอมพิวเตอร์ ในการตัดสินใจเลือกหัวข้อที่จะนำมาพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ ควรพิจารณาองค์ประกอบสำคัญดังนี้
– จะต้องมีความรู้และทักษะพื้นฐานอย่างเพียงพอในหัวข้อเรื่องที่จะศึกษา
– สามารถจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องได้
– มีแหล่งความรู้เพียงพอที่จะค้นคว้าหรือขอคำปรึกษา
– มีเวลาเพียงพอ
– มีงบประมาณเพียงพอ
– มีความปลอดภัย
– สามารถจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์และซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องได้
– มีแหล่งความรู้เพียงพอที่จะค้นคว้าหรือขอคำปรึกษา
– มีเวลาเพียงพอ
– มีงบประมาณเพียงพอ
– มีความปลอดภัย
2. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล
รวมถึงการขอคำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิช่วยจะช่วยให้นักเรียนได้แนวคิดที่ใช้ในการกำหนดของเขตของเรื่องที่จะศึกษาได้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งความรู้เพิ่มเติมในเรื่งที่จะศึกษาจนสามารถใช้ออกแบบและวางแผนดำเนินการทำโครงงานนั้นได้อย่างเหมาะสมในการศึกษาค้นคว้าดังกล่าว นักเรียนจะต้องบันทึกสรุปสาระสำคัญไว้ด้วย
จะต้องพิจารณาดังนี้ มูลเหตุจูงใจและเป้าหมายในการทำ วัสดุอุปกรณ์ ความต้องการของผู้ใช้งานและคุณลักษณะของผลงาน (Requirement and Specification) วิธีการประเมินผล วิธีการพัฒนา ข้อสรุปของโครงงาน ความแปลกใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ แนวทางในการปรับปรุงหรือขยายการทดลองจากงานเดิม
รวมถึงการขอคำปรึกษาจากผู้ทรงคุณวุฒิช่วยจะช่วยให้นักเรียนได้แนวคิดที่ใช้ในการกำหนดของเขตของเรื่องที่จะศึกษาได้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น รวมทั้งความรู้เพิ่มเติมในเรื่งที่จะศึกษาจนสามารถใช้ออกแบบและวางแผนดำเนินการทำโครงงานนั้นได้อย่างเหมาะสมในการศึกษาค้นคว้าดังกล่าว นักเรียนจะต้องบันทึกสรุปสาระสำคัญไว้ด้วย
จะต้องพิจารณาดังนี้ มูลเหตุจูงใจและเป้าหมายในการทำ วัสดุอุปกรณ์ ความต้องการของผู้ใช้งานและคุณลักษณะของผลงาน (Requirement and Specification) วิธีการประเมินผล วิธีการพัฒนา ข้อสรุปของโครงงาน ความแปลกใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ แนวทางในการปรับปรุงหรือขยายการทดลองจากงานเดิม
3. การจัดทำเค้าโครงของโครงงานที่จะทำ จำเป็นต้องกำหนดกรอบแนวคิดและวงแผนการพัฒนาล่วงหน้าเพื่อคาดการณ์ความเป็นไปได้ของโครงงาน ขั้นตอนที่สำคัญคือ ศึกษาค้นคว้าเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูล ออกแบบการพัฒนา เสนอเค้าโครงของโครงงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อขอคำแนะนำและปรับปรุงแก้ไข
4. การลงมือทำโครงงาน เมื่อเค้าโครงได้รับความเห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึกษาแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นการพัฒนาตามขั้นตอนที่ได้วางแผนไว้ดังนี้ เตรียมการ ลงมือพัฒนา ตรวจสอบผลงานและแกไข อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ แนวทางในการพัฒนาโครงงานในอนาคต
5. การเขียนรายงาน เป็นสื่อความหมายเพื่อให้ผู้อื่นได้เข้าใจแนวความคิด วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า ข้อมูลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุปและข้อเสนอแนะต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงงานนั้น ในการเขียนควรใช้ภาษาที่อ่านเข้าใจได้ง่าย ชัดเจน กระชับ และตรงไปตรงมาให้ครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ
6. การนำเสนอและการแสดงผลงานของโครงงาน เป็นการนำเสนอเพื่อแสดงออกถึงผลิตผลของความคิด ความพยายามในการทำงานที่ผู้ทำโครงงานได้ทุ่มเท และเป็นวิธีที่ให้ผู้อื่นได้รับรู้และเข้าใจในโครงงานนั้น ในการเสนออาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น ติดโปสเตอร์ การรายงานตัวในที่ประชุม การแสดงผลงานด้วยสื่อต่าง การจัดนิทรรศการ การอธิบายด้วยคำพูด

ใบงานที่ 3
การจำแนกประเภทของสื่อการเรียนรู้
สื่อการเรียนรู้สามารถจำแนกออกตามลักษณะได้เป็น 3 ประเภท คือ
1. สื่อสิ่งพิมพ์ หมายถึง หนังสือและเอกสารสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่แสดงหรือเรียบเรียงสาระความรู้ต่าง ๆ โดยใช้ตัวหนังสือที่เป็นตัวเขียน หรือตัวพิมพ์เป็นสื่อในการแสดงความหมาย สื่อสิ่งพิมพ์มีหลายชนิด ได้แก่ เอกสาร หนังสือเรียน หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร บันทึก รายงาน ฯลฯ
สื่อการเรียนรู้สามารถจำแนกออกตามลักษณะได้เป็น 3 ประเภท คือ
1. สื่อสิ่งพิมพ์ หมายถึง หนังสือและเอกสารสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่แสดงหรือเรียบเรียงสาระความรู้ต่าง ๆ โดยใช้ตัวหนังสือที่เป็นตัวเขียน หรือตัวพิมพ์เป็นสื่อในการแสดงความหมาย สื่อสิ่งพิมพ์มีหลายชนิด ได้แก่ เอกสาร หนังสือเรียน หนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร บันทึก รายงาน ฯลฯ
2. สื่อเทคโนโลยี หมายถึง สื่อการเรียนรู้ที่ผลิตขึ้นใช้ควบคู่กับเครื่องมือโสตทัศนวัสดุ หรือเครื่องมือที่เป็น เทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น แถบบันทึกภาพพร้อมเสียง (วิดีทัศน์) แถบบันทึกเสียง ภาพนิ่ง สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน นอกจากนี้สื่อเทคโนโลยี ยังหมายรวมถึงกระบวนการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการเรียนรู้ เช่น การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม เป็นต้น
3. สื่ออื่น ๆ นอกเหนือจากสื่อ 2 ประเภทที่กล่าวไปแล้ว ยังมีสื่ออื่น ๆ ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อเทคโนโลยี สื่อที่กล่าวนี้ ได้แก่
3.1 บุคคล หมายถึง บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ซึ่งสามารถถ่ายทอด สาระความรู้ แนวคิดและ ประสบการณ์ไปสู่บุคคลอื่น เช่น บุคลากรในท้องถิ่น แพทย์ ตำรวจ นักธุรกิจ เป็นต้น
3.1 บุคคล หมายถึง บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญในสาขาต่าง ๆ ซึ่งสามารถถ่ายทอด สาระความรู้ แนวคิดและ ประสบการณ์ไปสู่บุคคลอื่น เช่น บุคลากรในท้องถิ่น แพทย์ ตำรวจ นักธุรกิจ เป็นต้น
3.2 ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หมายถึง สิ่งมีอยู่ตามธรรมชาติและสภาพแวดล้อมตัวผู้เรียน เช่น พืชผักผลไม้ ปรากฏการณ์ ห้องปฏิบัติการ เป็นต้น
3.3 กิจกรรม / กระบวนการ หมายถึง กิจกรรมหรือกระบวนการที่ผู้สอนและผู้เรียนกำหนดขึ้นเพื่อสร้างเสริมประสบการณ์การเรียนรู้ ใช้ในการฝึกทักษะซึ่งต้องใช้กระบวนการคิด การปฏิบัติ การเผชิญสถานการณ์และ การประยุกต์ความรู้ของผู้เรียน เช่น บทบาทสมมติ การสาธิต การจัดนิทรรศการ การทำโครงงาน เกม เพลง เป็นต้น
3.4 วัสดุ เครื่องมือและอุปกรณ์ หมายถึง วัสดุที่ประดิษฐ์ขึ้นใช้เพื่อประกอบการเรียนรู้ เช่น หุ่มจำลอง แผนภูมิ แผนที่ ตาราง สถิติ รวมถึงสื่อประเภทเครื่องมือและอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในการปฏิบัติงานต่าง ๆ เช่น อุปกรณ์ทดลองวิทยาศาสตร์ เครื่องมือช่าง เป็นต้น
เรื่อง ประเภทของสื่อการเรียนรู้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)